จากการศึกษาถึงชีวประวัติของบุคคลทั้งสองท่านนี้ จะพบว่าบุคคลทั้งสองท่านนี้มีความคล้ายคลึงกันในทางด้านปัจจัยทางจิตวิทยา แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเผป็นไปในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง โดยกล่าวได้ดังนี้

ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ก่อให้เกิดบุคคลิกภาพ

                บุคคลทั้งสองมีปัจจัยที่ส่งเสริมทางด้านครอบครัว สังคม ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าทั้งสองเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีควมเข้มงวดสูง แต่เป็นความเข้มงวดคนละแบบและการเรียนรู้ต่อสิ่งแวดล้อมของทั้งสองมีความแตกต่างกัน

ฮิตเลอร์

·         ฮิตเลอร์ในวัยเยาว์เป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอและไม่ค่อยสมบูรณ์ จึงทำให้เขาต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษซึ่งก็ได้จากมารดาของเขานั่นเอง

·         พ่อของฮิตเลอร์จัดว่าเป็นคนที่มีความเข้มงวดมาก และนิยมใช้ความรุนแรงในการลงโทษลูกของตน อีกทั้งยังยอมรับความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งจากผู้อื่น สิ่งที่เขาต้องการก็คือการที่ให้ผู้อื่นทำตามในคำสั่งและเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อสงสัย และยังมีความทะเยอยานสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิง่ที่ฮิตเลอร์ได้ดูดซับมาเต็มๆ จึงทำให้เขามีความเป็นอำนาจนิยมในตอนโต

คานธี

·         ความมีระเบียบวินัย และการอุทิศตนเองจากบิดาและความที่เป็นคนเคร่งศาสนาของมารดาของคานธีนี้เองที่ได้ซึมซับมา จากเหตุการณ์ที่เขาขโมยเงินไปซื้อบุหรี่ เขาสำนึกผิดและเขียนจดหมายสารภาพความผิดถึงพ่อแม่ แต่พ่อแม่เขากลับไม่ได้ทำโทษด้วยวิธีการรุนแรงแต่อย่างใดกลับร้องไห้อกมาแทน ซึ่งลักษณะที่แสดงออกมาในการสร้างวินัยผ่านความรักรวมทั้งกระบวนกานทางปัญญาที่กล่อมเกลาผ่านทางสถาบันศาสนาที่ย้ำเตือนว่าการขโมยเป็นสิ่งไม่ดี นำมาซึ่งการลงโทษ ทั้งนี้การเรียนรู้พฤติกรรมที่นำมาซึ่งการลงโทษและการรับรางวัลเนื่องจากพ่อของคานธีเป็นที่เข้มงวดมาก เขาจึงสารภาพต่อบิดา

·         การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของบิดาของคานธีนี้เอง ก็เป็นอิทธิพลทางอ้อมต่อคานธีที่จะซึมซับกระบวนการทางการเมืองจากบิดา

ปัจจัยทางจิตทยาที่ส่งผลต่อทัศนคติ

                สิ่งที่คล้ายกันที่ทั้งสองบุคคลนี้ได้ประสบพบเจอในอดีตนั้นก็คือ ความอับอายในอดีตจนนำไปสู่การแปรเปลี่ยนเป็นแรงจูงใจทางการเมือง

 

ฮิตเลอร์

·         การถูกเลี้ยงดูด้วยความทะเยอทะยานและรุนแรงทำให้ฮิตเลอร์มีแรงจูงในที่ก้าวร้าวและมีความทะเยอทะยานที่สูง การเห็นความเจ็บปวดของมารดาที่ถูกข่มขืนและถูกทำร้ายโดยบิดา และความเข้มงวดของบิดา ทำให้เกิดความต้องการที่จะเอาชนะบิดา และความผิดหวังในการสอบเข้าทางด้านศิลปะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนไปสู่การต่อสู้ อาจกล่าวได้ว่าสิ่งนี้ก็คือพลังที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตไร้สำนึก

·         ความล้มเหลวจากการสอบเข้าสถาบันการศึกษาด้านศิลปะในเวียนนาซึ่งสร้างความอับอายให้กัยฮิตเลอร์เป็นอย่างมาก พ่วงด้วยความรู้สึกชื่นชอบอาณาจักรเยอรมันตั้งแต่เด็กทำให้ฮิตเลอร์ไม่ยอมเข้ากองทัพออสเตรีย แต่ไปเป็นอาสาสมัครในกองทัพเยอรมันแทน ที่นี่ทำให้เขาได้พบกับลัทธิชาตินิยมและลัทธิการแบ่งเชื้อชาตินั่นเอง

คานธี

·         จากพื้นฐานของครอบครัวที่เข้มงวดแต่ไม่ใช้ความรุนแรง ทำให้คานธีเป็นผู้รักความสงบสุข ต่อสู้โดยหลักอหิงสา ใช้ความรัก ความอดทน และการให้อภัยเป็นแนวทาง

·         แนวคิดจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้พิจารณาถึงความเจ็บปวดในอดีต เนื่องจากในเวลานั้นคานธีต้องดูแลบิดาที่เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด แต่ก็แอบไปหลับนอนกับภรรยาด้วยแค่เพียงชั่วครู่ เมื่อกลับมาเฝ้าบิดาอีกครั้งก็พบว่าบิดาได้เสียชีวิตเลียแล้ว ความเจ็บปวดนี้จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ตนเป็นบิดาที่ดีและเป็นบิดาของประเทศชาติ

·         การได้รับการขัดเกลาทางสังคมผ่านทางการศึกษาที่อังกฤษทำให้เรียนรู้คำว่า “ประชาธิปไตยและความเสมอภาค”

ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง

กล่าวได้ว่าบุคคลทั้งสองมีความรู้สึกที่เป็นชาตินิยม ความรักชาติเหมือนกัน

ฮิตเลอร์

·         ทัศนคติความเป็นชาติโดยมองว่าความเป็นผิวขาวเป็นอัตลักษณำม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้ และยังนำความเป็นชาติเชื่อมโยงกับศาสนา โดยทำให้ชาวเยอรมันเชื่อว่าตนเป็นผู้มีจริยธรรมสูง

·         คำสอนศาสนาก็เป็นเครื่องมืออีกอย่างหนี่งที่ฮิตเลอร์นำมาใช้ในการปลุกระดมชาวเยอรมันให้มีความรู้สึกเกลียดชังชาวยิว โดยในหลักศาสนาคริสต์นั้นพระเยซูถูกตรึงกางเขนโดนชาวยิว เพราะฉะนั้นในทางศาสนาชาวยิวจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย ความบาป การทรยศและการใช้เล่ห์เพทุบาย งควรรีบกำจัดให้หมดไปจากโลก

·         ฮิตเลอร์ได้แปรเปลี่ยนความเกลียดชังพ่อเป็นการต่อต้านสถาบันทางการเมืองในที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้นคือพรรคสังคมนิยม ขณะที่ตัวเขาเองเป็นผู้นำพรรคนาซี(ขวาจัด) ต้องการชิงอำนาจทางการเมือง เมื่อมีอำนาจก็จะสามารถควบคุมระเบียบในสังคมและความปลอดภัยของชาติ

·         ฮิตเลอร์ฉวยโอกาสตอนที่เยอรมันถูกกดขี่โดยสนธิสัญญาแวร์ซายน์ จากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1ด้วยการใช้นโยบายประชานิยม เพ่อปลดปล่อยความเป็นเยอรมันจากสนธิสัญญาแวร์ซาย เพราะในขณะนั้นเยอรมันตกอยู่ในสภาพล้มละลาย เศรษฐกิจตกต่ำ

·         ลัทธิการบูชาผู้นำ โดยชาวเยอรมันเรียกเขาว่า “ท่านผู้นำ” (Fuhrer) สมาชิกพรรคนาซีต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตามและจงรักภักดีอย่างมอบกายถวายชีวี หากมีผู้ใดขัดขืนหรือสงสัยในคำสั่งอาจถูกลงโทษ(ด้วยกันถูกฆ่า) และต้องบูชาฮิตเลอร์อย่างบ้าคลั่งด้วย

·         ลัทธินิยมทหารและการต่อสู้ ฮิตเลอร์เชื่อว่าชีวิตคือการต่อสู้และการดำรงอยู่(Darwinism) และเพื่อการปกป้องความเป็นอารยันอันบิรสุทธิ์ รวมกันชอบการทำสงครามเพื่อป้องกันไม่ให้อารยธรรมตะวันตกต้องสูญสลาย ดังนั้นจึงเป็นการปกป้องจักรวรรดิไรช์ที่สามซึ่งเป็นจักรวรรดิอันศักดิ์สิทธิ์แห่งชาติเยอรมัน

คานธี

·         นำความรู้สึกของการถูกกดขี่โดยอังกฤษมาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมผู้คนจากความแตกต่างทางศาสนา(ฮินดูและอิสลาม)และต่างอาชีพ(กรรมกรและพ่อค้า)มาเป็นพลังมวลชนหนึ่งเดียว

·         ชักชวนให้ประชาชนพึ่งตนเองโดยการทอผ้าใช้เองและทำรองเท้าสวมใส่เอง เพื่อต่อต้านอังกฤษ ไม่ต้องการสินค้าจากอังกฤษ

·         การประกับการเหยียดผิวในแอฟริกาทำให้คานธีมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป จากความต้องการส่วนตัวเป็นแรงบันดาลใจทางการเมือง การเลือกวิธีการต่อสู้โดยสันติด้วยหลักอหิงสา

·         ด้วยเหตุด้านบนนำไปสู่การต่อต้านอังกฤษ  โดยการทำอารยขัดขืนต่อต้านกฎหมายเกลือด้วยการเดินเท้าไปผลิตเกลือที่เมืองพาราณสี

·         หลักอหิงสาและการทำอารยะขัดขืนนี้เป็นสิ่งที่คานธีนำมาใช้ในการต่อสู้ และปลดปล่อยชาวอินเดียจากการถูกกดขี่จากอังกฤษ ซึ่งหลักทั้งสองนี้ต้องอาศันทั้งความอดทน ความรักและการให้อภัยโดยปราศจากความโกรธ ความเกลียดและความแค้นในการต่อสู้

                ด้วยบุคคลิกที่เป็นคนขี้อายของคานธีนั้นทำให้เขาไม่สามารถว่าความในชั้นศาลได้ เขาจึงได้รับการเสนองานในแอฟริกา และได้เจอประสบกับการเหยียดเชื้อชาติจากการถูกโยนลงจากรถไฟซึ่งสร้างความอับอายให้เขาเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เปรียบเสมือนเขาไปพบกับแรงบันดาลใจ ที่จะต่อต้นการเหยียดเชื้อชาติและเรียกร้องความเสมอภาค และขจัดความอยุติธรรมให้หมดไป โดยใช้หลักอหิงสาซึ่งถือได้ว่าเป็นพระเจ้าของคานธีก็ว่าได้

Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help