พฤติกรรมทางการเมือง คานธี และ ฮิตเลอร์

มหาตมะ คานธี:สิทธิในการแสดงออกซึ่งอารยะขัดขืน

อารยะขัดขืนคือสิทธิที่มีอยู่ของพลเมือง ซึ่งไม่สามารถที่จะยกเลิกไปได้ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ อารยะขัดขืนนั้นไม่เคยนำไปสู่สภาวะความวุ่นวายทางการเมือง สิ่งที่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง คือการขัดขืนที่เกิดจากอาชญากรร้าย ซึ่งรัฐในทุกประเทศได้จัดการกับอาชญากรร้ายด้วยการปราบปรามด้วยกำลังเพื่อป้องกันไม่ให้สังคมเสื่อมสลายลง

แต่การที่รัฐจะจับกุมคุมขังหรือปราบปรามการกระทำอารยะขัดขืนนั้น ถือเป็นความพยายามของรัฐในการจับกุมคุมขังซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคน อารยะขัดขืนนั้นเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความบริสุทธิ์ ผู้ที่กระทำการอารยะขัดขืนนั้นไม่เคยใช้อาวุธ ดังนั้นเขาจึงไม่เป็นอันตรายต่อรัฐ และรัฐเองนั้นย่อมจะต้องเป็นผู้ที่แสดงออกซึ่งความเต็มใจในการรับฟังความคิดของประชาชน

ผู้ที่กระทำการอารยะขัดขืนนั้นจะเป็นอันตรายก็แต่กับรัฐที่เป็นปกครองโดยคณะปกครองที่ถือเอาตัวเองเป็นใหญ่ เนื่องจากผู้ที่กระทำการอารยะขัดขืนนั้นจะทำให้คณะปกครองที่ถือว่าตัวเองเป็นใหญ่กว่าคนอื่นสิ้นสลายลง ด้วยการที่ผู้กระทำการอารยะขัดขืนนั้นได้สื่อสารกับประชาชน ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องขัดขืนกับการกระทำของคณะปกครองนั้น

การกระทำการอารยะขัดขืนนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่ที่ไม่สามารถจะถูกละเมิดได้ เมื่อคณะผู้ปกครองได้ทำการละเมิดกฏหมายเสียเอง ซึ่งหมายถึงว่ารัฐนั้นก็เป็นรัฐที่ทุจริต และประชาชนที่เกี่ยวข้องกับรัฐที่ละเมิดกฏหมายนั้นก็มีส่วนในการละเมิดกฏหมายและความทุจริตนั้นไปด้วย

ทุกคนมีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัยกับการกระทำอารยะขัดขืน หรือชี้แนะและเลื่อนการกระทำอารยะขัดขืนออกไป แต่สิ่งที่ไม่สามารถที่จะตั้งข้อสงสัยได้ก็คือ สิทธิที่จะกระทำการอารยะขัดขืน ด้วยว่าสิทธิในการกระทำการอารยะขัดขืนนั้นไม่สามารถจะหายไปจากตัวเราได้ตราบใดที่เรายังเคารพในความเป็นมนุษย์ของเราอยู่

ในขณะเดียวกันกับการยืนยันว่ามนุษย์นั้นมีสิทธิในการกระทำอารยะขัดขืน การกระทำอารยะขัดขืนนั้นจะต้องมีกรอบในการปฏิบัติเช่นกัน เพื่อไม่ให้การกระทำอารยะขัดขืนนั้นนำไปสู่ความรุนแรงและสภาวะความวุ่นวายทางการเมือง


อสิงหา หรือ การไม่ใช้ความรุนแรง

การไม่ใช่ความรุนแรง เป็ยพลังอันใหญ่ที่สุดที่มนุษย์มี อหิงสามีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าศัสตราวุธใดๆที่มนูษย์จะคิดค้นได้ การทำลายไม่ใช่กฎของมนุษยชาติ มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างอิสระด้วยการฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้ การฆ่าหรือการทำร้ายผู้อื่อนไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เป็นอาชญากรรมต่อมนุษย์ชาติ

การใช้ความรุนแรงจำเป็นต้องเรียนรู้ศิลปะการฆ่าฉันใด อหิงสาก็จำเป็นต้องเรียนรู้ศิลปะการตายฉันนั้น การใช้ความรู้แรงมิใช่เป็นการช่วยให้ผู้ใช้ความรุนแรงพ้นจากความกลัว ผู้เลื่อมใสบูชาอหิงสาจำต้องฝึกฝนตนเอง ให้มีตวามสูงสุดเพื่อให้เกิดความกลัว เขาไม่กลัวว่าเขาจะต้องสูญเสียไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่ชีวิต ผู้ที่ไม่สามารถเอาชนะความกลัวได้จะไม่สามารถประพฤติปฏิบัติอหิงสาได้โดยสมบูรณ์

การรักและมีเมตตาเฉพาะแก่ผู้ที่รักเราเท่านั้น ไม่ใช่อหิงสา การรักและมีเมตตาแก่ผู้ที่เกลียดชังเรา นั้นแหละคืออหิงสา ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าการปฏิบัติตนตามกฎแห่งความรักเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การกระทำความดีงามทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องยากทั้งสิ้น การรักคนที่เกลียดเรานั้นเป็นเรื่องยากที่สุด แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้า แม่แต่เรื่องที่ยากเช่นนี้ก็กลายเป็นเรื่องง่ายได้ หากเรามีกำลังใจแน่วแน่

ข้าเจ้ามีความเห็นว่าประเทศชาตินั้นก็เช่นเดียวกับปัจจเจกบุคคล กล่าวคือจะต้องสร้างสรรคกันขั้นมาด้วยความยากลำบาก ดุจการแบกไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ วิธีสร้างสรรค์คอย่างอื่นไม่มี ปีติสุขไม่เกิดจากการสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่ผู้อื่น หากเกิดจากการยอมรับความเจ็บปวดนั้นไว้ด้วยตนเอง

มีมิตรบางคนพูดกับข้าพเจ้าว่า สัจจะกับอหิงสาไม่มีความหมายในแวดวงของการเมืองและธุรกิจทางโลก ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับทัศนะเช่นนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสัจจะกับอหิงสามิใช่เป็นเพียงมรรควิธีไปสู่ความหลุดพ้นของส่วนตัวเท่านั้น เราควรจะนำเอาสัจจะและอหิงสามาใช้ในกิจกรรมทุกชนิดในชีวิตประจำวันของเรา ข้าพเจ้าพยายามทำเช่นนี้ตลอดมา

ผู้ที่ประพฤติปฎิบัติตามหลักอหิงสาจะทนดูความไม่เป็นธรรมในสังคมไม่ได้ ไม่ว่าความเป็นธรรมนั้นจะเกิดขึ้นในที่ใดก็ตาม


การสู้แบบดื้อเพ่ง

เป็นการเรียกร้องสิทธิด้วยการยอมรับทุกข์ด้วยตนเอง การสู้แบบดื้อเพ่งเป็นปฏิบัติการที่ตรงกันข้ามกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ เมื่อข้าพเจ้าไม่ยอมทำสิ่งใดๆที่ขัดต่อธรรม ข้าพเจ้าจะใช้ อาตมพล ซึ่งได้แก่กำลังทางวิญญาณ การใช้อาตมพล หมายถึงการยอมรับทุกข์และเสียสละของตนเอง

ผู้ที่เลื่อมใสบูชาอหิงสา และยอมรับสูตร ดีที่สุดสำหรับคนจำนวนมากที่สุด ไม่ได้ เข้าจะต้องพยายามเพื่อ ดีที่สุดสำหรับคนทั้งหมด และจะต้องยอมตายเพื่ออุดมการณ์นี้ เขาจะต้องยินดีที่จะตาย เพื่อคนอื่นมีชีวิตอยู่

หลักการของอหิงสาไม่ยอมให้มีการขูดรีดหรือเอารัดเอาเปรียบกันแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม

ความรักความเมตตาเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน ความรักความเมตตาก็เป็นพลังที่มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวเป็นที่สุดด้วย

อหิงสามิใช่การหลบลี้หนีหน้าจากการต่อสู้กับความชั่วร้าย ตรงกันข้าม อหิงสาตามความเข้าใจของข้าพเจ้านั้นหมายถึงการต่อสู้กับความชั่วร้ายอย่างจริงจัง และประเสริฐกว่าการแก้เผ็ด ซึ่งยังแต่จะทวีความชั่วร้ายให้มีมากขึ้น




ฮิตเลอร์ผู้นำพรรคนาซี

นาซีเป็นชื่อพรรคของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (Nazi Party) หรือเรียกชื่อเต็มๆว่า พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน National Socialist German Party ก่อตั้งในปีค.ศ.1919 และมาเรืองอำนาจในปี 1933 เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นเป็นผู้นำเยอรมนี นโยบายของพรรคนาซีคือการต่อต้านและกำจัดชนชาติยิว ซึ่งถือว่าช่วงนั้นเข้ามาแย่งงานคนเยอรมัน นอกจากนี้ยังนิยมวิธีเผด็จการซึ่งเชื่อว่าจะบริหารงานได้เด็ดขาดรวดเร็ว ปัจจุบันนี้ยังมีกลุ่มนีโอนาซี ซึ่งสวนใหญ่สมาชิกยังเป็นคนหัวรุนแรงและเหยียดผิว

รากฐานของลัทธินาซีคิดว่าชนชาติผิวขาวเหนือกว่าคนอื่นในโลกนี้ หรือโดยเฉพาะพวกชาวอารยัน (ที่ไม่ใช่ชาวยิวคอเคเชี่ยน) และในที่สุดก็สามารถเอาชนะ และกำจัดพวกนาซีที่นับถือ “ชนชาติที่ด้อยกว่า”ได้
ลัทธินี้ ได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงที่ใกล้สิ้นสุดศตวรรษที่ 19 อันจะมีแนวโน้มไปในทางที่เป็นลัทธิเหยียดสีผิว ซึ่งคนนาซีมักจะคิดและมองว่า คนผิวดำ คนเอเชีย และชนชาติยิว จะมีร่างกายและสติปัญญาที่ด้อยกว่าพวกคนผิวขาว
และระบบแนวความคิดนี้ ได้ทำลายและฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวไปแล้วกว่า 6,000,000 คน และอีก 4,000,000 คน จากชนชาติอื่นที่นาซีคิดว่าโง่และด้อยกว่าคนผิวขาว

อุดมการณ์หลักของพรรคนาซี ประกอบไปด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาวเยอรมันทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม (collectivism, nationalism),ความเป็นยอดของมนุษย์เชื้อสายเยอรมันตามความเชื่อดาร์วินิสต์ทางสังคม Social Darwinism (racialism),การต่อต้านชาวยิว (anti-Semitism) และต่อต้านคอมมิวนิสต์ (anti-communism).

ฮิตเลอร์อาสาสมัครเข้าร่วมรบกับกองทัพเยอรมันภายใต้การนำของพระเจ้าวิลเฮล์ม ไกเซอร์ (Kaiser) โดยอยู่ในกรมบาวาเรียนที่ 16 (the 16th Bavarian Regiment) ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งๆที่เขามีปัญหาด้านสุขภาพ

ในกองทัพนี่เอง ที่ทำให้ชีวิตที่เพ้อฝัน และขาดการเอาจริงเอาจังของเขาเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนที่มีระเบียบวินัย สนุกสนาน ร่าเริง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ พร้อมที่จะรับภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตราย จนได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่ 2 (the Iron Cross Second Class) ซึ่งภายหลังถูกยกระดับให้เป็นเหรียญชั้นที่ 1 เป็นที่น่าสังเกตุคือ เขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับเหรียญกล้าหาญนี้ โดยฝ่ายเสนาธิการประจำกรมของเขา ซึ่งเป็นคนยิว ชนชาติที่จะถูกเขาทำลายล้างในห้วงเวลาต่อมา ฮิตเลอร์มีความภาคภูมิใจในเหรียญกล้าหาญนี้มาก เขาจะประดับเหรียญตรานี้เพียวเหรียญเดียวอยู่เสมอภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้สิ้นสุดลง พร้อมๆกับความพ่ายแพ้ของเยอรมัน ฮิตเลอร์เองก็ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษจากฝ่ายอังกฤษ เยอรมันถูกจำกัดในทุกๆด้าน ด้วยสนธิสัญญาแวร์ซาย (The Treaty of Versailles)

ฮิตเลอร์มีความเชื่อว่า ความพ่ายแพ้ของเขา และกองทัพเยอรมัน เกิดขึ้นมาจากศัตรูที่อยู่ภายใน (Enemy within) มากกว่า ความพ่ายแพ้ต่อกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร เขาเชื่อว่าศัตรูที่อยู่ภายในนั้น หักหลังประเทศเยอรมัน พวกนั้นก็คือ พวกยิว พวกคอมมิวนิสต์ หรือมาร์กซิส และพวกนักการเมือง สนธิสัญญาแวร์ซายจำกัดทุกอย่าง กองทัพเยอรมันถูกลดลงเหลือเพียง 100,000 คน เศรษฐกิจของประเทศเยอรมันถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพที่สิ้นหวัง

ผู้นำกลุ่มของฮิตเลอร์ในขณะนั้นคือ Anton Drexler ประกาศว่า พรรคชาตินิยมของเขาจะไม่มีชนชั้นเหมือนพวกคอมมิวนิสต์ เป็นองค์กรสังคมนิยมชาตินิยม (คอมมิวนิสต์เองก็เป็นสังคมนิยมเช่นกัน แต่เป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งอยู่ในซีกซ้ายจัด) มีการก่อตั้งลัทธิสังคมนิยมชาตินิยมขึ้น เรียกว่า National Socialist German Workers' Party หรือเขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า National Sozialistische Deutsche Arbeiter Partei ภายหลังเรียกสั้นๆว่า National Sozialist หรือ NAZI นั่นเอง

ฮิตเลอร์รู้ดีว่า เศรษฐกิจของเยอรมันขณะนั้น อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคง เต็มไปเงินกู้ยืมจากต่างประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงครามของรัฐบาลเยอรมันในขณะนั้น ก็ไม่ได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม ฮิตเลอร์มองว่า ความมั่งคั่งทางอุตสาหกรรม จะเป็นหนทางนำไปสู่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้เยอรมัน มีอิสรภาพทางการเงิน ฮิตเลอร์จึงประกาศว่า พรรคนาซี เป็นพรรคที่นิยมการค้าเสรี (Free Enterprise) และจะใช้อุตสาหกรรมนำความมั่งคั่งมาสู่เยอรมัน

เดือน ก.ย. 1930 มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคนาซีประสบความสำเร็จอย่างมาก จากนโยบายที่ฮิตเลอร์ใช้หาเสียง ความสำเร็จนี้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคน แม้กระทั่งตัวฮิตเลอร์เอง โดยพรรคนาซีได้รับเสียงถึง 6,500,000 เสียง ได้ที่นั่งถึง 107 ที่นั่งในสภา เป็นพรรคใหญ่อันดับสอง จากเดิมที่เคยมีเพียง 12 ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 1928 ไม่เพียงแต่พรรคนาซีเท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 23 ที่นั่งเป็น 77 ที่นั่ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนเยอรมันเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย เพื่อหาทางสู้กับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ผู้นำพรรคนาซีทั้งหกคน ประกอบด้วย ฮิตเลอร์ สตราสเวอร์ (Strasser) โรห์ม (Roehm) เกอริง (Goering) เกิบเบิล (Goebbels) และ ฟริค (Frick) ต่างช่วยกันบริหารงานพรรค และขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ในเดือน ก.ค. 1932 พรรคนาซีได้รับความนิยมสูงทึี่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสามารถครองที่นั่งในสภาได้ถึง 230 ที่นั่งจากที่นั่งทั้งหมด 608นั่งใน

เดือนเม.ย. 1934 สุขภาพของประธานาธิบดีฮินเดนเบอร์ก (Hindenburg) ประธานาธิบดีเยอรมันในขณะนั้นไม่สู้ดีนัก เขาเสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม 1934 สามชั่วโมงหลังจากนั้นฮิตเลอร์ได้ประกาศรวมตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี (บางทีเรียกว่าอัครมหาเสนาบดี - Chancellor) เข้าด้วยกันและตั้งตัวเองเป็นประมุขของรัฐและผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือที่เรียกว่า ผู้นำ (Fuhrer) ทำให้เยอรมันก้าวเข้าสู่ความเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ในขณะที่ฮิตเลอร์ขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น เยอรมันกำลังอยู่ในสภาวะล้มละลาย เศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงานมากมายมหาศาล เมื่อเขาได้เป็นผู้นำ ระหว่างปี 1934 - 1938 เขาทำการสร้าง และฟื้นฟู อุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างขนานใหญ่ มีการสร้างอาวุธ อย่างชนิดที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน การพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวกระโดด เขาฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทิ้ง อย่างไม่เกรงกลัว ชาวเยอรมันต่างพากันยกย่องฮิตเลอร์ ในฐานะผู้ที่พลิกโชคชะตาของชาติ จากความล้มละลาย กลับสู่ความเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง ฮิตเลอร์ประกาศว่า อาณาจักรไรซ์ที่สามของเขาจะมีอายุยืนยาวนับพันปี

ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มสร้างความมั่นคงภายนอก เพื่อประวิงเวลาการรุกรานจากภายนอกออกไป ทำให้เยอรมันไม่ต้องพะวักพะวนกับสงครามที่อาจจะมีขึ้น และสามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่ เช่น เซ็นสนธิสัญญาไม่รุกรานกันและกันระหว่างเยอรมันกับโปแลนด์ เพื่อทำให้มั่นใจว่า โปแลนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสจะไม่รุกรานเยอรมัน หากเยอรมันรบกับฝรั่งเสส หรือในกรณีที่เยอรมันบุกฝรั่งเศส

ในเดือนมีนาคม 1935 ฮิตเลอร์เริ่มสร้างกองทัพอย่างขนานใหญ่ กองทัพอากาศ หรือ Luftwaffe ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ จริงๆแล้วเยอรมันมีการฝึกนักบินมาล่วงหน้านี้อย่างลับๆ มากว่าสองปีแล้ว ในนามนักบินพลเรือน ขณะเดียวกันชาวเยอรมันที่อยู่ในออสเตรีย โปแลนด์ และเชคโกสโลวาเกีย ต่างก็พากันสนับสนุนรัฐบาลให้เข้าร่วมกับเยอรมัน

เมื่อเยอรมันมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ฮิตเลอร์ก็เริ่มมองไปที่การครอบครองยุโรปและการสร้างอาณาจักรไรซ์ที่สาม โดยแผนการแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 1936 ฮิตเลอร์เซ็นสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมัน กับรัสเซีย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสงครามทางด้านรัสเซียจะไม่เกิดขึ้น ในขณะที่เยอรมันยังไม่พร้อม

ขณะเดียวกัน กองทัพเยอรมันได้เพิ่มจำนวนถึงกว่าหนึ่งล้านคน ฮิตเลอร์เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่า ไม่ว่าอังกฤษ หรือฝรั่งเศส หรือใครก็ตามไม่สามารถหยุดยั้งอาณาจักรไรซ์ที่สามได้อีกแล้ว

ต่อมาเกิดสงครามกลางเมืองในสเปน ฮิตเลอร์ไม่รอช้าที่จะส่งรถถัง เครื่องบิน และช่างเทคนิค เข้าไปช่วยในนาม คอนดอร์ (Condor Legion) ภายหลังสงครามกลางเมืองในสเปน กล่าวกันว่า กองทัพอากาศเยอรมันมีนักบินที่มีประสบการณ์มากกว่าชาติใดๆในโลกทีเดียว

ในเดือน พ.ย. ปีเดียวกัน เยอรมันก็เซ็นสัญญา Anti-Comintern กับญี่ปุ่น เพื่อเป็นการรับประกันว่า ญี่ปุ่นจะไม่ทำสัญญาใดๆกับรัสเซีย โดยปราศจากการยินยอมของคู่สัญญา โลกได้เกิดฝ่ายอักษะขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น

วันที่ 30 ม.ค. 1937 ฮิตเลอร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาไรซ์สตาร์ค (Reichstag) ว่า เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่สงคราม หากแต่อยู่ที่การสร้างชาติเยอรมัน การยกระดับความอยู่ดีกินดีของชาวเยอรมัน การสร้างความมั่นใจให้กับชาวเยอรมันในชีวิตและความเป็นอยู่ รวมไปถึงการสร้างความเป็นมหาอำนาจทางทหารทั้งทางบก เรือและอากาศของเยอรมัน

เมื่อทหารเยอรมันกรีธาทัพเข้าไปในออสเตรีย ชาวยิวจำนวนมากถูกจับ ค่ายกักกันที่ Mauthausen ได้ถูกจัดตั้งขึ้น และสังหารชาวยิวไปถึง 35,318 คน จนสิ้นสุดสงคราม

ฮิตเลอร์เริ่มมองไปที่เชคโกลโลวาเกียเป็นเป้าหมายต่อไป ในขณะเดียวกัน ชาวเยอรมันต่างก็พากันชื่นชมความสำเร็จของฮิตเลอร์และพรรคนาซีของเขา โดยเฉพาะการขยายดินแดนโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ อะไรจะน่าภาคภูมิใจไปกว่า การขยายดินแดนโดยไม่มีการสู้รบ และการสูญเสีย

ซูเดเตน (Sudeten) คือแคว้นหนึ่งในเชคโกสโลวาเกีย มีประชากร กว่าสามล้านครึ่งเป็นเยอรมัน จากประชากรทั้งหมด 10 ล้านคน ผู้คนพูดภาษาเยอรมัน มีวัฒนธรรมเยอรมัน แต่ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันเลย

แผนการโจมตีเชคโกสโลวะเกียถูกวางไว้ ให้เปิดฉากในวันที่ 1 ตุลาคม 1938 ขณะที่ฝ่ายเสนาธิการของเยอรมันก็ขัดแย้งกันเองอย่างหนัก โดยอีกฝ่ายหนึ่งเกรงว่าการบุกเชคโกสโลวะเกีย จะทำให้เกิดสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะอังกฤษคงไม่ยอมให้เยอรมันครอบครองซูเดเตน โดยปราศจากการต่อสู้

ในที่สุดเยอรมันก็เข้าครอบครองซูเดเตน ตามด้วยการเข้าผนวกเชคโกสโลวะเกียทั้งประเทศ รัฐบาลเชคต่อสู้อย่างสิ้นหวัง โดยปราศจากความช่วยเหลือจากโลกภายนอก 15 มีนาคม 1939 ฮิตเลอร์ส่งทหารเข้ายึดโบฮีเมีย (Bohemia) และมอราเวีย (Moravia) และรุกเข้าสู่กรุงปราค (Prague) ยึดปราสาทโบราณของกษัตริย์โบฮีเมีย เป็นที่พำนักของฮิตเลอร์ ตามมาด้วยการเข้ายึดสโลวะเกียใน 16 มีนาคม 1939 เป็นอันว่า ด้วยกลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ยอดเยี่ยมของฮิตเลอร์ เชคโกสโลวะเกียก็ถูกครอบครองโดยเยอรมันในที่สุด และสุดท้ายหากใครได้อ่านหนังสือเรื่อง การต่อสู้ของข้าพเจ้า ของฮิตเลอร์ ก็จะทราบว่า เป้าหมายต่อไปของฮิตเลอร์ คือ โปแลนด์ นั่นเอง

ในระยะนี้ ฮิตเลอร์มีชื่อเสียงมาก เขาสามารถครอบครองดินแดนต่างๆ โดยแทบจะไม่ต้องสูญเสียอะไรเลย สิ่งที่เขามองเป็นก้าวต่อไป ก็คือ โปแลนด์ โดยมองไปที่ดานซิก (Danzig) ซึ่งตามสนธิสํญญาแวร์ซาย กำหนดให้ดานซิก ซึ่งเคยเป็นของเยอรมันมาก่อน กลายเป็นเมืองเปิด เยอรมันและโปแลนด์มีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้า ออก ฮิตเลอร์เรียกร้องให้โปแลนด์คืนดานซิกให้กับเยอรมัน คำตอบจากโปแลนด์คือ คำตอบปฏิเสธ พร้อมทั้งมีสํญญาณให้เยอรมันเห็นว่า โปแลนด์พร้อมจะสู้

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับฮิตเลอร์ก็คือ อังกฤษประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า จะช่วยปกป้องโปแลนด์ หากถูกเยอรมันโจมตี แต่อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ยังเชื่อว่า แชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษนั้น อ่อนแอเกินกว่าที่จะเข้าร่วมในสงครามหากเขาบุกโปแลนด์

ฮิตเลอร์รู้ดีว่า ถ้าเขาสามารถโดดเดี่ยวโปแลนด์ออกจากอังกฤษ และฝรั่งเศสได้ การเข้าครอบครองโปแลนด์ของเยอรมันจะไม่เกิดปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแสนยานุภาพของนาซีเยอรมันในขณะนั้น กองทัพโปแลนด์ไม่อาจจะต้านทานได้เลย ปัญหาอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้อังกฤษเข้ามายุ่งเกี่ยวในปัญหานี้

และแล้วในรุ่งอรุณของวันที่ 1 กันยายน 1939 การบุกของเยอรมันก็เปิดฉากขึ้น ยานเกราะจำนวนมากมาย พร้อมทหารราบรุกข้ามพรมแดนเข้าสู่โปแลนด์ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศเยอรมันหรือลุฟวาฟ (Luftwaffe)

ฮิตเลอร์รอคอยอย่างใจจดใจจ่อต่อปฏิกริยาของอังกฤษและฝรั่งเศส จนกระทั่งเวลา 0900 น. ของวันที่ 3 กันยายน 1939 เขาก็ได้รับข่าวจากลอนดอนว่า อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมันแล้ว ความวิตกของฮิตเลอร์เป็นความจริง ข่าวนี้แพร่ไปทั่วเยอรมัน ประชาชนต่างฟังข่าวด้วยความเงียบงัน ไม่มีใครต้องการให้สงครามเกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่คนเดียว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่เป็นสาเหตุของสงครามในครั้งนี้อย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์


Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help