บทวิเคราะห์การแสดงออกทางการเมือง

อุดมการณ์ทางการเมืองที่แสดงออกมาต่อประชาชน

ฮิตเลอร์และคานธีมีความต้องการที่จะปลดปล่อยแระเทศให้หลุดพ้นจากการกดขี่จากพันธสัญญาหรือการกดขี่จากประเทศอื่นๆ โดยใช้ความเป็นชาติปลุกระดมประชาชนในชาติให้เกิดการรวมตัวกัน แต่บุคคลทั้งสองนี้ได้ใช้การแสดงออกหรือกลวิธีทางการเมืองที่แตกต่างกันดังนี้

          ด้วยบุคคลิกอำนาจนิยมของฮิตเลอร์ ซึ่งสอดคล้องกับสังคมเยอรมันที่มีความเป็นอำนาจนิยมสูง ฮิตเลอร์ได้ใช้นโยบายประชานิยมปลดปล่อยชาวเยอรมัน ยามที่เยอรมันอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ ล้มละลาย เศรษฐกิจตกต่ำมาก ฮิตเลอร์ได้ฟื้นฟูอุตสาหกรรม สร้างอาวุธสงครามและสถาปนาจักรวรรดิไรท์ที่สาม โดยมีนโยบาย สร้างชาติล้มละลายให้เป็นมหาอำนาจ

          คานธีได้รวมตัวประชาชนมากมายต่างศษสนา อาชีพ และชาติพันธ์ เพื่อต้องการปลดลป่อยชาวอินเดียจากการกดขี่ของอังกฤษ โดยโน้มน้าวให้เกิดการพึ่งตนเองอย่างแพร่หลาย เช่นทอผ้าใช้เอง ไม่ซื้อของที่มีราคาแพง เพื่อไม่ต้องการให้เป็นทาสของอังกฤษ

การได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองหรือการเป็นชนชั้นนำของฮิตเลอร์และคานธี ปัจจัยดังนี้

1 แรงบันดาลใจทางการเมือง

2 อำนาจบารมีและโอกาสทางการเมืองที่มาจากวิกฤติของชาติ

3 ผู้นำแบบวีรชน (Hero)

1แรงบันดาลใจทางกาลเมืองมาจากความล้มเหลวและความอับอายในอดีต

ฮิตเลอร์และคานธีต่างประสบความล้มเหลวในอดีต

          ฮิตเลอร์ปรารถนาที่จะเรียนต่อยังสถาบันทางศิลปะที่กรุงเวียนนาแต่ก็ถูกปฏิเสธ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก และเก็บไว้ในใจอย่างลึก สังเกตุจากการที่ฮิตเลอร์หลังถูกปฏิเสธแล้วก็ยังอาศัยอยู่กรุงเวียนนาต่อไปโดยไม่บอกแม่ของเขา

          ส่วนคานธีนั้นเป็นคนที่มีบุคคลิกขี้อาย เมื่อสำเร็จการศึกษาด้านกฏหมายแล้วก็ไม่กล้าที่จะว่าความต่อหน้าชั้นศาล แต่ก็ยังได้รับการเสนองานที่แอฟริกา จากการประสบกับการถูกโยนลงจากรถไฟ แม้เขาจะซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งก็ตาม(คนที่ไม่ใช่พวกผิวขาวไม่มีสิทธิ์นั่งชั้น 1) จึงถูกไล่ลงจากรถไฟในที่สุด

จากความล้มเหลวในอดีตนั้น เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฮิตเลอร์และคานธีประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำการเมือง      ฮิตเลอร์เปลี่ยนจากความอับอายเป็นการต่อสู้ทางการเมือง เขาพบลัทธิชาตินิยมและลัทธิการแบ่งแยกเชื้อชาติที่ออสเตรีย

จากการวิเคราะห์แรงบันดาลใจของ James M. Burn สรุปได้ว่า แรงบันดาลใจทางการเมืองของฮิตเลอร์มาจากความปรารถนาส่วนตัว แม้ว่าเข้าจะกล่าวถึงการกู้ชาติก็ตามแต่ก็เป็นการหลอกตัวเองเท่านั้น ฮิตเลอร์ได้เชื่อมโยงจุดหมายทางการเมืองทั้งหมดในการครอบงำทางความคิดของเขา เนื่องจากฮิตเลอร์ความมีทรงจำที่ติดตัวมาในวัยเด็ก (เป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตไร้สำนึก) ดังนั้นเขาจึงมองความพ่ายแพ้ของตนเองในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเปรียบกับมารดาที่เขารักมากถูกข่มขืนโดยบิดาและมองผู้รับผิดชอบในครั้งนั้นล้วนแต่เป็นอาชญากรที่สมควรถูกลงโทษ สภาพจิตใจทางการเมืองของเขาจึงปรากฏออกมาในลักษณะที่ต้องการทำลายล้างและล้างแค้น

หากนำหลักของ Burn มามอง จะเห็นว่าฮิตเลอร์มีความทะเยอทะยาน เขาต้องการตอบสนองความต้องการ (ในจิตไร้สำนึก) โดยผ่านทางการเมือง

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Abraham H. Maslon ในขั้นที่ห้าความสมหวังของชีวิตหรือความต้องการขั้นสูงสุด ก็เช่นกัน เป็นแรงบันดาลใจ

ฮิตเลอร์เข้ามาเล่นการเมืองด้วยการต้องการยอมรับทางสังคม เป็นการชดเชยปมด้อยของตนเองในวัยเด็ก หากได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง ก็ต้องการตอบสนองความต้องการสูงสุดได้

จากการวิเคราะห์บันดาลใจของ James M. Burn ของคานธี ในช่วงที่คานทีไปศึกษากฎหมายที่ประเทศอังกฤษ เขาพยายามยกระดับตัวเองให้เป็นเหมือนชาวอังกฤษ แต่แล้วก็ไม่สามารถเป็นผู้ดีชาวอังกฤษได้ หลังเรียนจบคานธีได้เดินทางไปเป็นทนายความในแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และสิ่งที่เขาค้นพบคือ ไม่ว่าตนเองจะเรียนสูงเพียงใดก็ยังถูกเหยียดสีผิวเหมือนชาวอาณานิคมทั่วไป จากสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก่อให้เกิดความปรารถนาส่วนตัวของคานธีได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจทางการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ต้องการทำลายล้างความอยุติธรรม

ในทัศนะของข้าพเจ้า แรงบันดาลใจทางการเมืองของคานธีมีอยู่สองประการคือ ความเจ็บปวดในอดีตที่อยู่ภายใจจิตไร้สำนึก และความอับอายในอดีต

ประเด็นแรก ความเจ็บปวดในอดีตกับการเสียชีวิตของบิดาทำให้คานธีโทษตัวเองเสมอว่าไม่ทำหน้าที่ของบุตรที่ดี บิดาก็เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากคานธีละทิ้งการเฝ้าในยามค่ำคืนชั่วครู่เพื่อไปทำหน้าที่สามีที่ดี(ไปหลับนอนกับภรรยา) จากเหตุการณ์ทำให้คานธีมีความปรารถนาเป็นบิดาที่ดี และเป็นบิดาของชาตินำปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ขูดรีดจากอาณานิคมอังกฤษ

ประเด็นที่สอง ความอับอายจากการถูกโยนออกจากรถไฟ ียชีวิตแล้ว จากเหตุการณ์ทำให้คานธีมีความปรารถนาเป็นบิดาที่ดี

ละเป็นบนื่องจากคานธีล่ะทิ้งการเฝ้เขาใช้เวลาทั้งคืนที่สถานีรถไฟในการคิดทบทวน และเขาก็ได้พบกับพระเจ้าโดยการตระหนักถึงความเสมอภาค ส่วนพระเจ้าของคานธีนั้นคือหลักอหิงสา

1. ความรัก เป็นหัวใจของอหิงสา ไม่มีใครที่จะสามารถต้านทางความรักที่บริสุทธิ์ได้ และด้วยความรักที่บริสุทธิ์นี้ ท่านได้ชนะจิตใจของประชาชนและชนะจิตใจศัตรูของท่านได้          

 2. ความอดทน หลักอหิงสาต้องอาศัยความอดทนอย่างใหญ่หลวง จึงจะสามารถนำผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาได้ มันไม่ใช่วิธีที่จะได้มาในเพียงข้ามคืน แต่ก็เป็นวิธีที่แน่นอนและถูกต้องที่สุดในการที่จะเอาชนะจิตใจและความรักจากผู้อื่นได้           

3. ความกล้าหาญ หมายถึง การปราศจากความกลัวในทุกลักษณะ เช่น ความกลัวตาย ความกลัวการประทุษร้าย กลัวความยากจน หิวโหย เป็นต้น ซึ่งชีวิตของคานธีก็เป็นตัวอย่างอันดีที่สุดของบุคคลที่ปราศจากความกลัว          

          4. ความบริสุทธิ์ คานธีจะคอยตรวจสอบชำระจิตใจของตัวเองให้บริสุทธิ์อยู่เสมอในทางการเมือง โดยคานธีจะใช้วิธีสงบแต่เฉียบขาด บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์และความยุติธรรมเสมอ เมื่อใดที่ท่านเห็นว่าประชาชนของท่านเริ่มใช้วิธีรุนแรง ท่านก็จะทักท้วง และถ้าจำเป็นท่านก็จะหยุดความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมด โดยจะหันกลับมาสำรวจความบกพร่องของตนเองและประชาชนของท่าน          

 5. ความซื่อสัตย์และความจริงใจ คานธีเชื่อว่า ทั้ง 2 สิ่งนี้จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์และภาระยุ่งยากทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นได้

2 ผู้นำโดยบารมีและโอกาสทางการเมือง

          การเข้ามามีอำนาจทางการเมืองของฮิตเลอร์และคานธีมาจากการมีอำนาจบารมีที่สามารถทำให้คนคล้อยตาม การได้มาซึ่งอำนาจบารมีนี้ไม่ได้มีติดตัวมาตั้งแต่กำหนด แต่ได้มาซึ่งอำนาจตามธรรมชาติที่เกิดจากวิกฤติของชาติ ทั้งสองคนก้าวเข้ามามีโอกาสทางการเมืองในสถานการณ์ที่มีปัญหายุ่งยากทางสังคม สังคมจึงต้องการคนที่เป็นที่พึ่งทางจิตใจเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาให้สังคม

ฮิตเลอร์      

               เมื่อสนธิสัญญาแวร์ซายบอนทำลายเศรษฐกิจของเยอรมันและมีชาวยิวเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ฮิตเลอร์จึงใช้นโยบายประชานิยมปลุกระดมชนชั้นล่างและชนชั้นบน โดยการกล่าวถึงการปลดปล่อยชาติจากสนธิสัญญาแวร์ซายและสร้างกระแสความเกลียดชาวยิว จะเห็นได้ว่าฮิตเลอร์ใช้ความเป็นชาติในการเชื่อมกับความเชื่อทางศาสนา

               การก้าวเข้ามามีอำนาจทางการเมืองของฮิตเลอร์เริ่มจาก การร่วมก่อตั้งพรรคนาซีที่มีอุดมการณ์แบบขวาจัดและต่อการเป็นหัวหน้าพรรค การเข้าสู่สภาฮิตเลอร์ใช้วิธีการเลือกตั้งโดยใช้นโยบาย ปลดปล่อยชาวเยอรมันจากสนธิสัญญาแวร์ซายและกวาดล้างชาวยิวชาวเยอรมัน มองฮิตเลอร์ว่าเป็นวีรบุรุษผู้มาปลดปล่อยตน การเมืองในขณะนั้นก็มีความเป็นประชาธิปไตยเพราะการเลือกตั้ง เมื่อฮิตเลอร์ได้เข้าไปสู่การเมืองแล้วก็เดินเกมส์แบบ “Walk Out”

               จากนั้นช่วงชิงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองโดยการใช้วาทศิลป์ในสภาและกดประธานาธิบดีให้มอบอำนาจให้กับตน

               เมื่อมีอำนาจก็ดำเนินนโยบายขยายดินแดนเป็นตัวแสดงถึงแสนยานุภาพ(ความยิ่งใหญ่)ของอาณาจักร โดยเอาดินแดนที่รกร้างไม่ใช้ประโยชน์เช่น สหภาพโซเวียต ฯลฯ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรและการทำสร้างครามแสดงถึงการรักษาจักรวรรดิไรท์ที่สาม

เพราะการอ้างว่าต้องการปลดปล่อยคนในชาติแต่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ฮิตเลอร์ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนร่วมหรือผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้ทำเพราความห่วงใยประชาชน สิ่งที่ทำลงไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เขาต้องการขยายอำนาจของจักรวรรดิไรท์ที่สามและต้องการให้คนทั้งประเทศเกลียดชาวยิวทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

คานธี

          คานธีได้อำนาจทางสังคมจากวิกฤติการณ์การกดขี่ของอาณานิคมอังกฤษ ในขณะนั้น

อาณานิคมของอังกฤษถูกกดขี่และเกิดการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง ทำให้คานที่เปลี่ยนความต้องการของตนเองมาเป็นความต้องที่จะปลดปล่อยคนในชาติของตน(หลังจากที่ช่วยแก้กฎหมายที่แอฟริกาใต้)

อาจกล่าวได้ว่าคานธีเป็นผู้นำตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองแต่สามารถทำให้ผู้อื่นคล้อยตาม บุคลิกภาพที่ประชาชนเห็นแล้วเชื่อถือว่าจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า การก้าวเข้ามาของคานธีต้องการปลดปล่อยชาวอินเดียจากอาณานิคมอังกฤษ ต้องการให้เกิดความเสมอภาคและเรียกร้องให้ประชาชนเปลี่ยนความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพและวรรณะ ให้เป็นพลังสามัคคีหรือพลังมวลชนเพื่อต่อสู่และต่อต้านการกดขี่และขูดรีดของเจ้าอาณานิคม

การอยู่ภายใต้อาณานิคมของลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นเวลา 2 ศตวรรษที่อังกฤษดูดทรัพยากรของอินเดีย เหตุที่อังกฤษไม่ปลดปล่อยอินเดียเพราะอินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกซึ่งเป็นแรงงานในการผลิต เพื่อสร้างผลกำไรที่ดีที่สุดในเครือจักรภพ จนทำให้อินเดียตกต่ำถึงขีดสุด

คานธีใช้หลักความเป็นชาตินิยมในการเชิญชวนให้ประชาชนสามัคคี และพิสูจน์ตนเองให้ประชาชนยอมรับด้วยการ พึ่งตนเอง คานธีอีกทั้งยังชักชวนชาวอินเดียให้สวมเครื่องแต่งกายแบบเรียบง่าย ของอินเดีย และให้ทอผ้าฝ้ายใช้เอง ส่วนเสื้อผ้าที่ผลิตจากตะวันตกถูกนำมาเผารวมกันเป็นกองใหญ่

การกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงออกถึงความต้องการมีวิถีชีวิตแบบใหม่ ซึ่งก็คือทางเลือกออกจากกระแสที่เป็นอยู่ คานธีได้ต่อต้านกับสภาวะที่เป็นอยู่ในเวลานั้น ท่านไม่เพียงแต่ประณามการใช้เสื้อผ้าที่นำเข้ามาจากอังกฤษ แต่ยังเรียกร้องให้ประชาชนเอาผ้าอังกฤษออกมาเผาทิ้ง นี่คือการต่อต้านเศรษฐกิจของจักรวรรดิอังกฤษที่เอารัดเอาเปรียบไปทั่วโลก อีกทั้งท่านคัดค้านการศึกษาแบบอังกฤษ ที่ล้างสมองคนท้องถิ่นให้ชื่นชมในสถาบันอังกฤษ เพื่อให้เป็นเสมียนหรือลูกจ้างที่เคารพผู้บังคับบัญชา โดยขาดมิติด้านจิตวิญญาณ หรือการรับรู้อย่างวิพากษ์วิจารณ์ต่อความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรมของจักรวรรดิ

ในขณะที่ต่อต้านจักรวรรดิซึ่งทรงอำนาจที่สุดในยุคนั้น คานธียังเริ่มแผนการเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนอินเดีย ท่านกล่าวว่า ไม่เพียงแต่ควรจะเผาเสื้อผ้าอังกฤษเท่านั้น แต่ควรเริ่มปั่นด้ายเพื่อทอผ้าฝ้ายขึ้นมาใช้ด้วยมือของตนเอง ไม่เพียงแต่ปฏิเสธการศึกษาแบบอังกฤษ ท่านเสนอโรงเรียนทางเลือกสำหรับคนอินเดีย รวมไปถึงทางเลือกด้านอาหารและยา กงล้อปั่นด้ายของท่านได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจและการปกครองครัวเรือน

การปลดปล่อยชาวอินเดียจากการขูดรีดหรือการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมโดยวิธีอารยะขัดขืน คานธีเดินเท้าไปเมืองพาราณสีเพื่อทำการผลิตเกลืออย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายที่อาณานิคมตั้งไว้

 

 


Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help