ผู้นำแบบวีรชน (Hero)

          ทั้งฮิตเลอร์และคานทีทั้งต่างได้อำนาจอย่างชอบธรรม โดยบุคลิกภาพของเขาทั้งสองคนเป็นคนขี้อาย ส่วนฮิตเลอร์มีอีกสิ่งคือความอ่อนแอทางร่างกายกาย

การได้มาซึ่งอำนาจของเขาทั้งสองมีความแตกต่างนั้นเป็นที่สิ่งถูกหล่อหลอมจากกระบวนการครอบครัว โรงเรียน สังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันศาสนา และความกดดันภายในใจจากจิตไร้สำนึกที่ซ้อนอยู่ภายใน ส่งผ่านยังทัศนะคติและความเชื่อมาสู่อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีพฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วดังการเปรียบเทียบดังนี้

 

ฮิตเลอร์

          ปัจจัยทางด้านครอบครัว

พ่อของฮิตเลอร์มีความเข้มงวดมาก ทั้งยังต้องการให้ลูกของตนเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของตนอย่างเคร่งครัด ผิดกับแม่ก็ตามใจมาก ส่งผลให้เกิดบุคลิกแบบอำนาจนิยมและมีความทะเยอทะยานแฝงอยู่

 ปัจจัยทางโรงเรียน

ครูสอนระดับมัธยม ลีโอโพลด์ พอตช์ ซึ่งเป็นคนนิยมความสำเร็จของเยอรมนี จึงมักเล่าถึงชัยชนะต่างๆ ของเยอรมันเหนือฝรั่งเศสในการรบกันในปีค..1870-1871 อีกทั้งครูยังได้วิจารณ์ประเทศออสเตรียว่าไม่ยอมเข้าร่วมกับเยอรมนี ตั้งแต่นั้นฮิตเลอร์จึงชอบและชื่นชมประเทศเยอรมัน โดยมี ออตโต วอน บิสมาร์ก นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมนี เป็นฮีโร่ในดวงใจ

 ปัจจัยทางด้านศาสนา

ฮิตเลอร์นับถือศาสนาคริสต์ ชาวคริสต์มีความเชื่อว่ายิวเป็นชนชาติบาป เป็นสาเหตุที่ทำให้พระเยซูคริตส์ถูกตึงไม้กางเขน จึงเข่นฆ่าชาวยิวเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของชนชาติอารยัน และมองว่าชนชาติตนเป็นผู้มีคุณธรรม

 ปัจจัยทางด้านสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม

ชาวเยอรมันมีบุคลิกภาพแบบอำนาจนิยม และการเข้าสู่การเมืองในขณะที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ จึงต้องอยู่ภายใต้สนธิสัญญาแวร์ชายที่ต้องการให้ประเทศเยอรมันเป็นชาติที่อ่อนแอ เพื่อป้องกันการมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงอันนำไปสู่การสร้างกองกำลังที่เข้มแข็ง

ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่เร้นแค้น ยากจน อดอยาก มีสภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยว ต้องการที่พึ่งทางจิตใจ ต้องการผู้นำที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ การประกาศนโยบายของฮิตเลอร์ที่ต้องการสร้างชาติเยอรมันให้มีความเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง โดยสร้างโรงงานอุสาหกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างและสะสมอาวุธร้ายแรง

ภายใต้การล่มสลายของชาติเยอรมันและเศรษฐกิจที่ตกต่ำสุดขีด การเข้ามาของผู้ที่มีเชื่อสายชาวยิวยิ่งเป็นการตอบย้ำความล่มสลายของชาติเยอรมัน เนื่องจากเยอรมันอยู่ในฐานะที่ยากจนมากจึงไม่สามารถประกอบกิจการลงทุนทางธุรกิจได้ จึงเป็นเหตุผลของฮิตเลอร์ปลุกระดมความเป็นชาตินิยมที่ต้องขับไล่ชาวยิว

ความกดดันภายในใจจากจิตไร้สำนึกที่ซ้อนอยู่ภายใน

อุดมการณ์ทางการเมืองที่ฮิตเลอร์สื่อออกมา เป็นความกดดันภายในใจที่สะสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งความชื่นชมชาติเยอรมันทั้งที่ตนเองเป็นชาวออสเตรีย ความผิดหวังกับการถูกปฏิเสธจากชาติออสเตรียจากสถาบันศิลปะ ความรักแม่และเกลียดพ่อที่ทำร้ายแม่ และความเข้มงวดของพ่อที่ต้องการให้ฮิตเลอร์มีผลการเรียนที่ดีเพื่อรับราชการและไม่ต้องการให้ฮิตเลอร์เรียนศิลปะ อีกทั้งเพื่อนเริ่มไม่ยอมรับพฤติกรรมการเป็นผู้นำของฮิตเลอร์ จึงทำให้ฮิตเลอร์มีความกดดันภายในจิตใจและเปลี่ยนไปสู่การต่อสู่ แต่การต่อสู้ทางการเมืองผ่านนโยบายชาตินิยมนั้น เป็นการแสดงความต้องการภายในจิตใจที่อยู่ในจิตไร้สำนึก โดยที่ตัวของฮิตเลอร์เองอาจจะไม่รู้ตัวว่านั้นมันเป็นความต้องการของเขาคนเดียวไม่ใช้ความต้องการของคนเยอรมันทั้งชาติ

จากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองจึงทำให้ฮิตเลอร์ได้ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง และจากการใช้วาทศิลป์โน้มน้าวทั้งสมาชิกพรรคนาซีและชาวเยอรมัน จึงทำให้ฮิตเลอร์ได้ก้าวเข้ามามีตำแหน่งทางด้านการเมือง แม้จะเข้ามาอย่างชอบธรรมด้วยระบบการเลือกตั้ง แต่การทำงานภายในรัฐบาลเป็นระบบการทำงานแบบเผด็จการที่มีเสียงข้างมากให้การสนับสนุนจากการใช้วาทศิลป์ อีกทั้งฮิตเลอร์ยังใช้ความอดทนรอเคยเวลาที่เหมาะสมแล้วโน้มน้าวให้คนทั้งสภาเชื่อในสิ่งที่เขาพูด รวมทั้งนายกรัฐมนตรีก็ต้องยอมมอบตำแหน่งทางการเมืองอันสูงนี้ให้กับฮิตเลอร์

          จากเศรษฐกิจที่ตกต่ำในขณะนั้นซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในข้างตน การใช้ความเป็นชาตินิยมของฮิตเลอร์แท้จริงแล้วเป็นความต้องการภายในใจของเขาเอง ฮิตเลอร์เกลียดชาวยิวซึ่งเป็นความเกียจส่วนส่วนตัวไม่ต้องการให้ชาวยิวอาศัยในประเทศเยอรมัน ปลุกระดมคนเยอรมันถึงการใช้จารีตประเพณีและความเชื่อทางศาสนาเป็นตัวกระตุ้นประชาชนให้เชื่อสุดใจว่า ชาวเยอรมันเป็นชาติที่สูงส่งโดยพระเจ้าเป็นผู้เลือก ชาวยิวเป็นชาติที่ต่ำต้อย เป็นคนบาปเพราไม่เชื่อฟังพระเจ้า หากไม่เชื่อฟังพระเจ้าจะถูกพระเจ้าลงโทษ ดังนั้นเราเป็นผู้มีคุณธรรมจงทำหน้าที่พระเจ้ามอบหมายให้ เมื่อชาวยิวเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากชาติต้องกำจัด

คานธี

          ปัจจัยทางด้านครอบครัว

          คานธีได้รับอิทธิพลมาจากพ่อโดย รับเอาระเบียบและความเคร่งครัด การอุทิศตนทางการเมือง จากพ่อที่เป็นนักการเมือง จึงมีบุคลิกภาพที่ถูกถ่ายทอดมาในลักษณะผู้นำการต่อสู้ทางการเมือง ส่วนสิ่งที่ได้รับจากมารดา ก็คือ หลัก อหิงสาจากที่มารดาเป็นคนเคร่งศาสนา มักอดอาหาร เขาจึงต่อสู้อย่างสันติ แบบประชาธิปไตย

          ปัจจัยทางด้านโรงเรียน

          คานธีได้รับการศึกษาชั้นสูงจากประเทศอังกฤษและได้เรียนรู้จักกับประชาธิปไตยและความเสมอภาคทางสิทธิ เสรีภาพในการดำรงชีวิต

การไปศึกษายังประเทศอังกฤษโดยรัฐบาลเป็นผู้ส่งไปเพื่อต้องการให้กลับมาปกครองคนอินเดีย ผู้ที่มีอภิสิทธิ์ที่จะได้ไปอังกฤษเพื่อเข้าโรงเรียนประจำและศึกษาต่อยังออกซ์ฟอร์ดหรือเคมบริดจ์ หรือถึงขั้นเนติบัณฑิตได้นั้น จุดประสงค์หลักคือเพื่อต้องการให้มีความความคิด ทัศนะคติ ค่านิยม และความเชื่อแบบชาวอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษโดยหัวใจและจะมีความจงรักภักดีต่ออังกฤษ และคานธีก็ได้รับค่านิยมนี้จากประเทศอังกฤษอย่างมาก

 ปัจจัยทางด้านสถาบันศาสนา

 อิทธิพลของแนวทางการต่อสู้ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงของคานธี แนวความคิดและวิธีปฏิบัติของคานธีได้สร้างความประทับใจและศรัทธา ทั้งในระดับบุคคลและในหมู่ชนหลายกลุ่มที่รักความเป็นธรรม อาทิเช่น ท่านเยาวราล เนท์รู และขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสมอภาคของคนดำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏว่าคานธีเคยส่งสารไปให้กำลังใจพวกนิโกร ตั้งแต่ ..1929 และชาวอเมริกันนิโกรได้เคยเดินทางไปคารวะท่านถึง 2 ครั้ง ผู้นำของชาวนิโกรที่สำคัญคือ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้นำเอาวิธีการปฏิบัติของท่านมาใช้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งได้รับ

ความสำเร็จในระดับหนึ่ง ส่วนผู้นำในปัจจุบันที่รับอิทธิพลจากท่านมหาตมาคานธีคือ นางอองซาน ซูจี  ดังนั้นวิธีการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงของท่านมหาตมา คานธี จึงอาจเป็นวิธีหนึ่งที่เป็นทางออกของโลกที่ใช้ความรุนแรงในปัจจุบัน

หลักอหิงสา คานธีถือว่าเป็นคุณธรรมอีกประการหนึ่งในตัวท่านนอกจากสัจจะ  ความหมายของอหิงสานั้น ท่านอธิบายควบคู่ไปกับคำว่าหิงสาหรือหิงสกรรมคือการทรมานและหลู่เกียรติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งการเบียดเบียนทรมานสัตว์ด้วยพฤติกรรมของหิงสกรรมนี้เกิดขึ้นรอบ ตัวเรามากมาย เช่น การใช้วาจาหยาบ การมองคนในแง่ผิด ความโกรธ การเหยียดหยาม และทารุณกรรมในลักษณะต่าง สำหรับการเมินเฉยต่อความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันรวมทั้งสัตว์ก็เป็นหิงสกรรมด้วยเช่นกัน เช่นถ้ามีลูกวัวป่วยได้รับความทรมานรักษาไม่หายแม้จะพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว คานธีเห็นว่าควรทำลายชีวิตลูกวัวนั้นเพื่อยุติความเจ็บปวดทรมานโดยไม่เห็นว่าเป็นหิงสกรรม

ส่วนสัตยาเคราะห์นั้นหมายถึงพลังแห่งสัจจะ ถือเป็นอาวุธสันติสำหรับการต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงโดยผู้ต่อสู้ต้องถือหลักของสัจจะและอหิงสา ตลอดจนต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้อง คานธีเรียกวิธีการของสัตยาเคราะห์อีกอย่างหนึ่งว่าการดื้อแพ่งในการต่อสู้กับฝ่ายปรปักษ์นั้น ผู้ต่อสู้จะต้องมีความอดทนและเห็นใจฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ ความอดทนคือการยอมรับทุกข์ด้วยตนเอง มิได้หมายถึงการทำให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ หัวใจของสัตยาเคราะห์  คือการอุทิศชีวิตให้กับสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง

 

ปัจจัยทางด้านสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม

สภาพทางการเมืองในอินเดียที่วุ่นวาย มีความเห็นแก่ตัว ไร้ศีลธรรมเป็นสาเหตุหนึ่งที่แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสัตยาเคราะห์ในอินเดียและแอฟริกาใต้  ซึ่งเป็นวิธีการที่บริสุทธิ์กว่า  คานธีจึงต้องเผชิญกับความเสแสร้งของผู้ติดตามและคู่ต่อสู้ซึ่งกลายเป็นเหยื่อทางศีลธรรมและการเสแสร้งทางการเมือง

ต่อมาสภาพการเมืองในอินเดียมีการเปลี่ยนแปลงจึงทำให้เกิดความสำเร็จในการใช้หลักสัตยานุเคราะห์ แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะมีการแต่งตั้งอุปราชคนใหม่  ประธานและกรรมการชุดใหม่ก็เป็นชาวอังกฤษล้วนจึงสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอินเดีย  สภาคองเกรสเห็นชอบในการบอยคอตและเรียกร้องเอกราชโดยสมบูรณ์  ความขัดแย้งภายในระหว่างกลุ่มมุสลิมและฮินดูก็ยังคงดำเนินจึงมีการเรียกร้องให้คานธีกลับสู่วงการการเมืองอีกครั้ง เพราะคานธีเป็นคนเดียวที่จะสานรอยร้าวได้

ความกดดันภายในใจจากจิตไร้สำนึกที่ซ้อนอยู่ภายใน

          จากที่สูญเสียบิดาไป โดยเขาโทษตัวเองว่าเป็นคนละเลยบิดา จึงเกิดเป็นความกดดันในจิตใจว่าต่อไป ต้องเป็นผู้ที่คอยดูแล ทำหน้าที่เสมือนบิดาของชาติ ให้ทุกคนสามัคคี ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ

          อีกทั้งการโดนดูถูกจากพวกผิวขาว จึงทำให้คานธีหมดศรัทธาจากพวกอังกฤษ แล้วเลิกเรียกร้องในสิทธิเพื่อตนเอง แล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นการทำเพื่อสังคม ใช้กฎหมายเพื่อสังคม โดยใช้หลักอหิงสาเพื่อปลดปล่อยสังคม

สรุป

          ฮิตเลอร์และคานธี ในอดีตต่างมีความมีปัจจัยที่ส่งเสริมบุคลิกภาพ ทัศนคติ และการแสดงออกทางการเมืองที่สอดคล้องกัน ใกล้เคียงกันอยู่หลายประการ

ฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่มีความทะเยอะทานสูง ด้วยความที่เป็นผู้นำเผด็จจึงมองตัวเองว่ามีเกียรติ มีคุณธรรม มีความบริสุทธิ์ และมองฝ่ายตรงข้ามว่ามีลักษณะร้ายกาจเยี่ยงปีศาจ มองว่าตนเองไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากทำสงคราม ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ สิ่งที่ฮิตเลอร์แสดงออกมาเป็นการสะท้อนถึงความเย่อยิ่ง ยะโส โง่เขลา ความอ่อนแอและขาดความรอบครอบ

 คานธี

การนำหลักสัตยาเคราะห์ มาให้กับหลักอหิงสานั้น ค่อนข้างยาก คานธีต้องใช้ความพยายามอย่างมาก คานธีได้อุทิศชีวิตของท่านใคร่ครวญถึงวิธีการเหล่านี้และได้ปฏิบัติด้วยตนเองในการต่อสู้กับความยุติธรรมทางสังคมในระดับต่าง ที่ท่านพบเห็น เช่น เรื่องการกดขี่ทางวรรณะในสังคมฮินดู ความไม่เป็นธรรมที่ชาวเอเชียและอินเดียได้รับจากรัฐบาลผิวขาวในแอฟริกาใต้ การปกครองและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของอังกฤษที่มีต่ออินเดีย การต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา ทำให้ต้องเข้ามามีส่วนทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต่อสู้ของคานธีก่อนที่จะถึงขบวนการกู้เอกราชของอินเดียนั้น ได้ดำเนินมาเป็นเวลานานนับจากท่านจบกฎหมายจากอังกฤษและประกอบอาชีพทนายความ ท่านได้เดินทางไปแอฟริกาใต้ เมื่อ ..1893และได้เริ่มการต่อสู้แบบอหิงสา ตั้งแต่ ..1897 เมื่อถึง ..1906 ท่านได้บัญญัติคำว่า สัตยาเคราะห์ขึ้นใช้เป็นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ผู้ที่มีความเห็นร่วมกับคานธี รวมทั้งครอบครัวของท่านคือภรรยาและบุตรได้ใช้ชีวิตอุดมคติร่วมกันในนิคม ทั้งในแอฟริกาใต้และเมื่อกลับมาอินเดียแล้ว เมื่อคานธีมาที่อินเดียท่านได้พบความไม่เป็นธรรมที่ชาวอินเดียได้รับจากกฎหมายซึ่งท่านได้ต่อสู้เรื่อยมาโดยไม่แบ่งแยกชาวฮินดูกับมุสลิมได้มีการเผยแพร่ความคิดโดยการออกวารสาร และหนังสือรวมทั้งก่อตั้งสถาบันการศึกษาชาตินิยม ท่านได้ร่วมงานกับพรรคคองเกรส ระหว่างนั้นได้พยายามชี้แจงความคิดเห็นต่ออังกฤษ การต่อสู้ของท่านมีทั้งการอดอาหารประท้วง การเดินขบวน การทอผ้าใช้เอง และรณรงค์ให้ชาวอินเดียใช้ผ้าคาดีที่ทอด้วยมือ ท่านได้ก่อตั้งสมาคมปั่นด้ายด้วยมือ จัดตั้งองค์การพิทักษ์วัว การต่อสู้ที่สำคัญคือในปี 1930 ได้ประกาศการต่อสู้เพื่อเอกราชโดยสมบูรณ์ และได้นำขบวนเดินเท้าไปเมืองทันทีเพื่อล้มเลิกกฎหมายเกลือ อันเป็นสัญลักษณ์การไม่เชื่อฟังของพลเมือง ตลอดระยะเวลาของการต่อสู้ท่านได้ถูกจับกุมคุมขังหลายครั้ง และได้รับการปล่อยตัว ท่านได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักคิด และนักการเมืองร่วมสมัย ทั้งชาวอินเดียและยุโรป เช่น ลีโอ ตอลสตอย คนอินเดียมีความศรัทธาในตัวท่าน จนขนานนามว่ามหาตมา อันมีความหมายว่าผู้มีจิตใจสูงท่านได้เป็นหลักของขบวนการสัตยาเคราะห์ และได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอังกฤษในฐานะผู้แทนคนเดียวจากอินเดียที่เข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมครั้งที่ 2 เมื่อ ..1931 เมื่ออินเดียได้รับเอกราชใน .. 1947 คานธีได้อดอาหารเพื่อเรียกร้องไม่ให้ฮินดีและมุสลิมหยุดฆ่าฟันกันและใน ..1948 ประกาศอดอาหารจนตายเพื่อวิงวอนให้ฮินดูและมุสลิมหยุดปะทะกันในเดลฮี เมื่ออดได้ 5 วัน ชุมชนทั้งสองฝ่ายหยุดประหัตประหารกันแต่คานธีถูกยิงเสียชีวิตโดยมีคำภาวนาถึงพระเจ้าติดอยู่ที่ริมฝีปากจนสิ้นใจ

การที่คานธีได้ชัยชนะต่อจักรวรรดิอังกฤษ อันเนื่องมาจากความมั่นคงอย่างจริงแท้ของท่าน ในด้านจิตวิญญาณและจริยธรรม ซึ่งดึงดูดใจและทิ่มแทงมโนธรรมสำนึกของผู้นำศาสนาทางตะวันตกด้วยอุดมคติที่ว่า ควรรับใช้พระเจ้าอันเป็นสากลแห่งสัจจะ ความเสียสละ ความรัก ความเอื้ออาทร และความเสมอภาค มิใช่รับใช้พระเจ้าของเผ่าพันธุ์จักรวรรดิ ซึ่งคนผิวขาวมีสิทธิพิเศษเหนือคนท้องถิ่น

          คานธีเป็นผู้ที่มีสามารถในการนำส่วนดีที่สุดของศาสนาฮินดู พุทธ และคริสต์ มาใช้ในวิถีชีวิตและขบวนการของท่าน ซึ่งยึดหลักสัตยาเคราะห์และอหิงสา อีกทั้งความเคารพอย่างจริงแท้และลึกซึ้งต่ออิสลามและซิกข์ ทำให้ท่านเป็นที่รักของทุกคนที่แสวงหาแก่นในทุกศาสนา

         

ตามหลักคำสอนศาสนา

) เราควรเข้าใจและปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในศาสนาของเรา

 ) เราควรเคารพอย่างจริงใจต่อศาสนาของมิตรของเราและ

) เราควรรวมพลังกันต่อสู้โดยสันติวิธีกับโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งในปัจจุบันเห็นได้ในรูปของวัตถุนิยม